7 คุณค่าชีวิตดั่ง “ดวงตะวัน” (ตอนที่สอง) เราจะเป็นคนที่เปี่ยมด้วย “คุณค่าชีวิต” ตน หรือผู้ที่เป็น “คุณฆ่าชีวิต” ตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าได้ครอบครองสิ่งที่เราและคนอื่น “เห็นค่า” มากเพียงใด ในทางกลับกันยิ่งเราถือครองเป็นเจ้าของและเป็นตัวตน ยิ่งสูงยิ่งมากเข้าก็ยิ่งทุกข์เท่านั้น เพราะนั่นทำให้เรา “เป็นข้า” หรือทาสแก่สิ่งเหล่านั้น รวมทั้งแก่กิเลส ซึ่งเปรียบเสมือนรูรั่วของหัวใจ ต่อให้เราประสบความสำเร็จและวิ่งไล่ตามทันดวงดาวของสังคม เราก็ไม่สุขอย่างแท้จริง ยิ่งโหยหายิ่งรู้สึกขาดแคลน แม้จะมีชื่อเสียงในสังคมเพียงใดก็ตาม . การมีคุณค่าในชีวิต เป็นคนละเรื่องกับความสำเร็จ และไม่เกี่ยวข้องกับการมีลาภ ยศ และสรรเสริญ ไม่ว่าทางสังคมหรือทางจิตใจ เหล่านั้นเป็นความพอใจชั่วคราวเท่านั้น คนรวยและผู้มีความสำเร็จสูงส่ง น้อยนักที่มีความสุขและความสงบอย่างแท้จริงในชีวิต แต่มักกลบเกลื่อนความรู้สึกขาดพร่องในตนเอง ด้วยทำสิ่งต่างๆ ที่พาให้คนอื่นอยากคล้อยตาม ซึ่งก็กำลังตามหาสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้ของชีวิตด้วยเช่นกัน . เราจะรู้สึกถึงคุณค่าในตนเองอย่างจริงจัง เราต้องกลับมารู้จักตนเองเท่านั้น มิใช่ไขว่คว้าอำนาจวิเศษจากสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่นแต่อย่างไร ดั่งการจะเห็นคุณค่าในหนังสือเล่มหนึ่ง เราต้องพลิกอ่านบทแล้วบทเล่า ต้องมองตนให้รอบด้านและหยั่งลึกกว่าผิวเผิน เราจึงจะเข้าใจตัวเองจนนำมาสู่การรักตนอย่างเต็มเปี่ยม ชนิดที่เงินเท่าใดก็ไม่อาจซื้อหาได้ . บทความนี้ เป็นตอนสุดท้ายของหัวเรื่อง คุณค่าชีวิตดั่ง “ดวงตะวัน”… Continue reading 7 คุณค่าชีวิตดั่ง “ดวงตะวัน” (ตอนที่สอง)
Category: ไกด์โลกจิต
7 คุณค่าชีวิตดั่ง “ดวงตะวัน” (ตอนแรก)
7 คุณค่าชีวิตดั่ง “ดวงตะวัน” (ตอนแรก) หลายครั้งที่เราใช้ชีวิตโดยที่ไม่ได้คำนึง “คุณค่า” ของตัวเรา แต่ใช้ชีวิตดั่ง “คุณฆ่า” ตัวเอง ด้วยการใฝ่หวังสิ่งที่บั่นทอน หรือลดเลี้ยวหนทางชีวิตไปยังทิศที่ไม่เหมาะสม ทั้งการเฝ้าเติมเต็มหรือตักตวงใส่ตัวตน แต่ยิ่งเปล่ากลวงมิเห็นค่า เพราะคุณค่ามิใช่สิ่งที่เราได้มาจากภายนอกตัว ทว่าบ่มเพาะก่อเกิดจากข้างใน . จะเห็น “ค่าชีวิต” เราต้องกลับมามองสบตากับตัวเอง ที่ผ่านมาเรามองไปยังสิ่งต่างๆ นอกตัวเกินไป จึงหลายครั้งสิ่งที่ทำไม่ได้ “สอดคล้อง” กับคุณค่าของตนเลย แต่เป็นการ “ผูกรัด” ให้ตัวเองขาดความมั่นคงอย่างแท้จริง กับคุณค่าปลอมและสิ่งฉาบฉวย จน “ฆ่าชีวิต” เราทีละวันละวัน . ต่อไปนี้คือข้อคิดและมุมมอง คุณค่าชีวิตเราที่มีเหมือนดวงตะวัน โดยเป็นสามข้อแรกของบทความ หากผู้อ่านมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติม หรือบทเรียนรู้คุณค่าตัวเองเฉกเช่นดวงตะวันนอกเหนือที่บทความกล่าวถึง ก็สามารถแลกเปลี่ยนและต่อยอดตามช่องทางที่เหมาะสม . . 1 ใครชอบใครชัง แสงตะวันไม่เปลี่ยนแปลง : มิว่าคนอื่นจะรักหรือรังเกียจเรา คุณค่าชีวิตที่เรามีนั้นมิเคยเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมากขึ้นหรือลดลงเลย เหมือนการทำหน้าที่ของดวงตะวันทุกๆ วัน ย่อมมีบ้างที่คนเราจะตำหนิ หรือชื่นชมยินดีกับแสงสว่างและความร้อนจากบนฟากฟ้า แต่เสียงจากคนเรานั้นก็ไม่เคยส่งผลให้การทำหน้าที่ของตะวันผันแปร… Continue reading 7 คุณค่าชีวิตดั่ง “ดวงตะวัน” (ตอนแรก)
5 ข้อคิดการริเริ่มจาก “ผีเสื้อ” (ตอนที่สอง)
5 ข้อคิดการริเริ่มจาก “ผีเสื้อ” (ตอนที่สอง) เราทุกคนต่างเป็นมากกว่าที่เราคิด เป็นมากกว่าที่เราเชื่อ แต่โชคร้ายที่หลายครั้งเราจำกัดตัวเองไว้ในกรอบความคิดและความคุ้นเคยชิน จนบดบังอำพรางสิ่งที่เราเป็นแท้จริงอยู่ข้างใน บ่อยครั้งที่เราตัดสินตัวเองเหมือนตัดสินหนอนแก้วตัวหนึ่งว่ามันไม่อาจมีชีวิตที่บินได้ . ชีวิตของผีเสื้อ เป็นตัวอย่างของการรู้จักตน และมอบบทเรียนการเริ่มต้นให้แก่ชีวิตมนุษย์ บทความหัวข้อนี้ริเริ่มชวนเราผู้อ่าน ย้อนมองรอยทางของเขา จากชีวิตหนอนผู้คืบคลาน สู่ผีเสื้อที่ขยับปีกอันแสนสวย ไม่ได้พยายามเป็นอย่างใครอื่น แต่พยายามเป็นอย่างที่ตนเองเป็นจริง เผยคุณค่าและความงามจากข้างในสู่ภายนอก . ขณะที่เราใช้ชีวิต เพียงเพื่อพยายามจะเป็นคนอื่น เราอาจไม่มีวันได้พบความสุขแท้ได้เลยในปัจจุบัน หากเรารู้สึกว่าตนเองกำลังใช้ชีวิตและทำงานไปอย่างเหนื่อยล้าและเบื่อหน่าย เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามที่สำคัญแก่ตนเองได้แล้วว่า อะไรคือสิ่งที่เราควรจะริเริ่มเพื่อชีวิตอย่างที่ควรเป็นอย่างแท้จริง . นอกเหนือจาก 5 ข้อคิดการริเริ่มดังบทความทั้งสองตอนนี้ ผู้อ่านคนใดเห็นข้อคิดอื่นๆ หรือต้องการแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมก็สามารถร่วมแชร์และบอกเล่าผ่านช่องทางที่เหมาะสม . . ข้อที่ 3 กล้าทิ้งจึงเกิดใหม่ : หลังจากผ่านช่วงฟูมฟักในดักแด้ หยุดนิ่งอยู่กับตนจนเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง หัวของเขาค่อยๆ ดันคราบดักแด้ ทะลุเปลือกขึ้นจากด้านบน ปีกที่พัดเป็นจีบดันออกเบื้องหลัง ค่อยๆ คลี่คลายปีกงามออกช้าๆ ด้วยความช่วยเหลือจากแรงดึงดูดของโลกและการผลักดันของของเหลวในร่างกาย แล้วผีเสื้อก็ปรากฏจากหนอนแก้ว .… Continue reading 5 ข้อคิดการริเริ่มจาก “ผีเสื้อ” (ตอนที่สอง)
5 ข้อคิดการริเริ่มจาก “ผีเสื้อ” (ตอนแรก)
5 ข้อคิดการริเริ่มจาก “ผีเสื้อ” (ตอนแรก) ชีวิตที่ไม่รู้จักการเริ่มต้น นั้นไม่ใช่ชีวิต เพราะแม้แต่ลมหายใจ เรายังเริ่มต้นใหม่ทุกวันและแทบทุกนาที ชีวิตจึงเป็นการเริ่มต้นใหม่อยู่เสมอ ทุกเช้าเราตื่นขึ้นด้วยความหวังหรือความเบื่อหน่าย แต่ใจเรานี่แหละที่จะเป็นตัวยืนยันว่าเราได้ใช้โอกาสเริ่มต้นใหม่ในทุกๆ วันอย่างมีค่าแล้วหรือยัง . การเริ่มต้นใดใดย่อมพบเจออุปสรรคและความท้อใจได้เป็นธรรมดา แล้วคนเราจำนวนมากก็มักท้อใจ ตัดสินตน เสียแต่ยังไม่เริ่มต้นก็มีมาก ปิดประตูตายเสียตั้งแต่ยังไม่ก้าวขาออก บ้างเพียงสองสามก้าวก็พลอยหมดกำลังใจเสียแล้ว . ในธรรมชาตินั้นมีบทเรียนของการเริ่มต้นอยู่มากมาย ไม่เคยมีสิ่งใดที่ไร้การเปลี่ยนแปลง ฤดูกาลก็หมุนเวียน ต้นไม้ผลัดใบและงอกงามใหม่ มดแมลงโยกย้ายหาที่อยู่เมื่อบ้านเก่าวอดวาย ชีวิตคนเรามีจังหวะก้าวเดินแตกต่างกัน แต่ย่อมมีจุดเปลี่ยนจุดเลี้ยวเพื่อตั้งต้นใหม่ หากเราใช้ช่วงเวลานั้นได้ดี ชีวิตก็เหมือนติดปีกบินออกไปจากจุดเดิม แต่บางครั้งเราก็กลัวและกังวลจนลืมว่าเรามีปีกอยู่ในตนเอง . บทความนี้จะนำเสนอข้อคิดจากการสังเกตผีเสื้อ ซึ่งสอนใจเราและแนะนำแนวทางเกี่ยวกับเริ่มต้นใหม่และการริเริ่มต่างๆ ของชีวิตคน ซึ่งผู้อ่านหากมีความคิดเห็นหรือแรงบันดาลใจเพิ่มเติมก็สามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันได้ตามช่องทางที่สะดวก . . ข้อที่ 1 ช้าก่อนแล้วจึงเร็ว : กว่าผีเสื้อจะเป็นผีเสื้อได้นั้น เขาจะต้องเป็นหนอนเสียก่อน คลานต้วมเตี้ยม เชื่องช้า ดูไม่มีวี่แววจะบินได้เลย การเริ่มต้นใหม่และการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ของเราก็เช่นเดียวกัน . เมื่อเราเริ่มต้นสิ่งใหม่ในชีวิตหรือกระทั่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ เราอาจพบว่าสิ่งต่างๆ มันช่างเชื่องช้าไม่ได้ดั่งใจ อาจไม่มีวี่แววชัดเจนเลยว่าจะล้มเหลวหรือก้าวหน้าได้เพียงใด… Continue reading 5 ข้อคิดการริเริ่มจาก “ผีเสื้อ” (ตอนแรก)
7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนที่สาม)
7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนที่สาม) คนเราหลายคนใช้ชีวิตเหมือนฝันกลางวันโดยไม่รู้ตัว บางครั้งหนึ่งวันก็จบลงอย่างไม่มีความหมายแตกต่างจากวันก่อนๆ ตื่นขึ้นไม่นาน หนึ่งวันก็จบลงอย่างว่างเปล่าและบ้างก็เหนื่อยล้า ใจบางทีก็ฝันหรือหวังในสิ่งที่ไกลแสนไกล และแปลกแยกกับชีวิตวันนี้ของตนเอง . บทความวิธีเลิกฝันกลางวัน จึงเป็นหัวข้อที่ชวนคิดชวนทบทวนชีวิต เรากำลังใช้ชีวิตอย่างฝันไป หรือใช้ชีวิตอย่างตื่นขึ้น เส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างสองอย่างนี้ คือการมีสติและเห็นคุณค่าในชีวิตปัจจุบัน แล้วเราทำสิ่งต่างๆ อย่างมีคุณค่าสอดคล้องและเหมาะสมหรือไม่ . บางคนรู้สึกว่าชีวิตไม่มีตัวเลือกหรือทางเลือกเลย แต่ไม่ยอมลงมือทำเพื่อสร้างทางเลือกนั้นขึ้นมา เพราะจำกัดตัวเองอยู่ในความคิด และการยอมจำนน บางคนรู้สึกว่าตัวเองมีตัวเลือกมากมาย แต่กลับไม่อาจแน่ใจว่าทิศทางใดควรก้าวไป . บางชีวิตฝันกลางวันอยู่กับคุณค่าปลอมของชีวิต โหยหาไขว่คว้าสิ่งที่ไม่อาจทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง ได้มาอย่างไม่อาจเติมเต็มหัวใจ หรือคอยเที่ยวเทียวนำตนเปรียบเทียบกับใครๆ แต่ไม่เคยมีความพอใจกับตนเอง . บทความสองตอนแรก ได้แนะนำเราเกี่ยวกับการหยุดชีวิตฝันกลางวันแล้วจดจ่อกับคุณค่าที่เราพึงมีตรงหน้า ผ่านการลงมือทำและเปลี่ยนวิธีคิด สองข้อต่อไปนี้เป็นการปิดท้าย ผู้อ่านคนใดมีข้อคิดใดแลกเปลี่ยนกันเพิ่มเติมก็ขอเชิญตามช่องทางที่สะดวก และสามารถอ่านสองตอนแรกได้ตามลิงค์ท้ายบทความ . 6 มองเล็ก ทำน้อย แต่ลงลึก : มีมากก็ใช่ว่าจะดี ทำเยอะมากใช่ว่าจะเกิดผล คนเรามักโฟกัสสิ่งที่ใหญ่และเยอะ เพราะเห็นง่ายเตะตาต้องใจ แต่ความเยอะและใหญ่ไม่เคยประกันคุณภาพและความสุข .… Continue reading 7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนที่สาม)
7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนที่สอง)
7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนที่สอง) บ่อยครั้งที่เราคิดว่า เวลามีไม่พอ หรือ ความสามารถมีไม่พอ แต่สิ่งที่จำกัดเราจริงๆ ก็มิใช่เวลาหรือความสามารถแต่เป็นความคิดเหล่านี้ ไม่มีใครในโลกนี้ที่มีเวลามากกว่าเรา ต่อให้เป็นยาจกหรือเศรษฐี และก็ไม่มีใครสามารถมากไปกว่าเรา มีเพียงแต่ผู้ที่ฝึกฝนมากในด้านใดมากกว่าเราเท่านั้น . การที่เราจำกัดตัวเองอยู่ด้วยความคิดและการใช้ชีวิตนั้น ส่งผลให้เราฝันกลางวันถึงความอยากได้ อยากเป็น และกลุ้มกังวลใจ มิว่าฝันกลางวันในความคิดหรือด้วยการอยู่อย่างไร้จุดหมาย เพราะการที่เราจำกัดตัวเองไว้นั้นก็ทำให้ใจเรามีรูรั่ว รู้สึกดีไม่พอหรือมีไม่พอ ด้วยเราไม่อาจนำศักยภาพในตัวเราออกมาใช้ได้เต็มที่และตกร่องเดิมๆ ของตนอย่างเหนื่อยหน่าย . ชีวิตมิเคยกักขังใครไว้เลย มีแต่เราเองที่ขังตนไว้ ใครเล่าจะปลดพันธนาการให้เราได้ หากเราไม่ก้าวออกอย่างเห็นคุณค่าในชีวิต ด้วยตนเอง . ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำให้เราเลิกฝันกลางวัน หรือเลิกใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยแล้วผลักดันตนเองสู่สิ่งที่ควรค่า โดยต่อเนื่องจากตอนที่ผ่านมาอีก 2 ข้อ หากผู้อ่านคนใดมีความคิดเห็นหรือคำแนะนำอื่นอันเป็นประโยชน์ต่อเรื่องนี้ก็สามารถแลกเปลี่ยนบอกได้ที่ช่องความคิดเห็น . 4 เรามีชีวิตอยู่ได้เพียงวันนี้เท่านั้น : เมื่อปล่อยวันเวลาให้ล่วงเลย ชีวิตก็เลื่อนลอย แล้วความสามารถหรือโอกาสที่มีก็ร่วงโรย สาเหตุหนึ่งคือการไม่ตระหนักเราทุกคนมีเวลาเท่ากัน คือมีวันนี้เท่านั้น . เพราะเมื่อวานนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว วันพรุ่งก็ยังมาไม่ถึง ทุกคนมีเวลาอันมีค่าแค่เวลาเดียว คือตอนนี้ในวันนี้ .… Continue reading 7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนที่สอง)
7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนแรก)
7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนแรก) ชีวิตทุกคนมีคุณค่าที่ได้เกิดมา แต่บางคราบางช่วงเวลากลับเลื่อนลอยและลับเลือนอย่างว่างเปล่า เมื่อเราใช้เวลาอย่างสูญค่า หรือบางขณะยามใจรู้สึกว่างไร้ มีบางสิ่งที่หวังอยากได้ หวังให้เป็น หรือคิดคะนึงหวนหา ฝันกลางวันยามตื่นในใจ แต่กลับมิอาจเปลี่ยนแปลงหรือทำสิ่งใดให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน . เราทุกคนแม้แต่คนที่สุขสมหวังหรือผิดพลาดต่างก็มีความฝันกลางวันกันไม่มากก็น้อย ฝันกลางวันคือความคิดความหวังชั่วขณะในใจ และความฟุ้งซ่านกังวลใจต่างๆ อาจเป็นมโนภาพจินตนาการหรือความคิดเช่นว่า หากเป็นเช่นนั้นก็จะดีไม่น้อย หรือ ถ้าไม่…แล้วก็คง… . การฝันกลางวันหรือจะฝันกลางคืนไม่ใช่สิ่งเสียหาย แต่น่าเสียดายหากเราจะเพียงฝัน แต่มิได้ทำสิ่งใดให้สมคุณค่าเวลาที่ฝันถึง หรือปล่อยให้ความกลัวฉุดรั้งเราจากความสุขและคุณค่าที่เราพึงได้รับ . บทความนี้จะชวนเราแปรเปลี่ยนช่วงเวลาและพลังงานฝันกลางวันมาเป็นแรงผลักดันชีวิต ดังคำแนะนำทั้งเจ็ดข้อ หากคนใดมีข้อคิดหรือวิธีการแลกเปลี่ยนกันเพิ่มเติมก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ตามช่องทางที่สะดวก . 1 หยิบแก่นแท้ในฝัน แล้วนำมันมาใช้ : ทุกความฝันกลางวันต่างเป็นความฟุ้งซ่านของจิตที่หวังชดเชยหรือเติมเต็มช่องว่างในหัวใจ ช่องว่างนั้นก็คือความต้องการที่ยังขาดการดูแล เช่น หากบางคนฝันถึงการได้เดินบนพรมของนางแบบ มีกล้องมากมายจับจ้อง ประกายแฟลสแวบวับ ความต้องการที่อยู่ลึกในใจก็คงเป็นการได้ถูกแลเห็นจากคนรอบข้าง ต้องการความชื่นชม และการนำเสน่ห์เฉพาะตัวของตนออกมาใช้ หากเราเข้าใจว่าในฝันกลางวันที่ฉายแวบในห้วงคำนึงสื่อถึงความต้องการใด เราก็เพียงแปรเปลี่ยนให้ความต้องการนั้นเป็นเป้าหมายที่เราจะดูแลในแต่ละวัน เราอาจไม่มีโอกาสเดินบนพรมนางแบบตอนนี้ แต่เราก็สามารถดูแลการแต่งกายตนให้ดี ใช้ความสามารถที่ตนมีทำสิ่งต่างๆ รอบตัวให้สำเร็จ อยู่กับคนที่เห็นคุณค่าในตัวเรา และทำสิ่งที่น่าชื่นชมอยู่เสมอ… Continue reading 7 วิธีเลิกฝันกลางวัน แล้วผลักดันชีวิต (ตอนแรก)
๔ ข้อคิด “ทำใจ” จากเมฆ (ตอนสอง)
๔ ข้อคิด “ทำใจ” จากเมฆ (ตอนที่สอง) บทความตอนที่แล้วนั้น ได้ยกข้อคิดที่เราสามารถเรียนรู้จากเมฆ เพื่อ “ทำใจ” หรือแนะนำการทำใจ แก่ตนเองและผู้อื่น ซึ่งสองข้อคิดแรกนั้นคือ “หัวใจหม่นหมองเป็นสิ่งชั่วคราว” กับ “การร้องไห้และความเสียใจมิใช่ความอ่อนแอ” แต่เป็นจุดเริ่มต้นของฟ้าหลังฝน . การ “ทำใจ” นั้นมีสองรูปแบบ แบบหนึ่งคือ “การยอมรับ” ในสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริง เราสามารถทำอะไรได้มากน้อยเท่าใด อะไรที่เราทำไม่ได้ การยอมรับนั้นคือการปลดความคาดหวังที่เราแบกรับไว้ จนทำให้เศร้าเสียใจและทำร้ายตนเอง . แบบที่สองคือ “การปรับปรุง” ในเมื่อเราแก้ไขคนอื่นไม่ได้ จัดการสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ ก็เหลือเพียงสิ่งใกล้ตัวที่ควรปรับปรุง นั่นคือ ตัวเรา แก้ไขความคิดที่ทำร้ายตัวเอง ดูแลความรู้สึกในใจ ปรับเปลี่ยนการกระทำที่สร้างปัญหา ปรับมุมมองที่ทำให้เราคาดหวังหรือเป็นทุกข์กับสิ่งนั้นๆ . เพราะสิ่งภายนอกตัว เราไม่อาจเข้าไปจัดการให้เป็นไปตามความ “คาดหวัง” ได้หมดสิ้น แม้ “คาดหมาย” ว่าอยากให้เป็นอย่างไรหรือควรเป็นอย่างไร นั่นเพียงมุมมองในหัวใจเราเท่านั้น คนเราทุกข์กับเหตุการณ์ข้างนอกแค่ส่วนหนึ่ง แต่ทุกข์เพราะใจตนเองและมุมมองตนมากกว่า ดังนั้นการทำที่ “ใจ”… Continue reading ๔ ข้อคิด “ทำใจ” จากเมฆ (ตอนสอง)
๔ ข้อคิด “ทำใจ” จากเมฆ (ตอนแรก)
๔ ข้อคิด “ทำใจ” จากเมฆ (ตอนแรก) เวลาหัวใจเราถูกรบกวนจากความเศร้า ความเครียด และอารมณ์ลบต่างๆ การทำใจตนเองก็เป็นทางออกหนึ่งที่สำคัญ เพราะหลายสิ่ง “ภายนอก” เราไม่อาจลิขิตหรือเลือกไม่ให้เกิดไม่ได้ ใจเขาใจเรา ต่างมีหน้าต้องดูแลของตนเอง วิธีที่จะ “ทำใจ” ของแต่ละคนก็สุดแท้แตกต่างกันไปตามนิสัยใจคอและการเรียนรู้ บางคนทำใจกับความเศร้าได้ไว บางคนอาจนานเสียหน่อย แต่สิ่งที่ดีที่ช่วยให้เราทำใจให้ปลดปล่อยจากทุกข์ได้นั้นมีอยู่ในตัวเราและรอบตัวมากมาย . บทความนี้ขอยกตัวอย่างข้อคิด จากเมฆและท้องฟ้า เพื่อบอกแก่หัวใจเรา หรือใครก็ตามที่เราอยากช่วยเขา “ทำใจ” . ๑ หัวใจที่หม่นหมองเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ความเสียใจไม่ใช่สิ่งที่แน่นอน อารมณ์เหมือนเมฆที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง : ท้องฟ้าเป็นเหมือนภาพยนต์เรื่องยาวที่ฉายเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกคืนวัน ตอนนี้เราเห็นเมฆเป็นแบบนั้น ท้องฟ้าสดใสหรือหมองหม่นแบบนี้ อีกชั่วโมงหนึ่งหรือวันต่อไป เมฆและฟ้าก็แปรเปลี่ยนไปแล้ว . หัวใจคนก็เป็นดั่งท้องฟ้านี่เอง เมฆก็คืออารมณ์มากมาย แวะเวียนมาและพร้อมจากไป ก่อนหน้าที่เราจะเครียด เราอาจกำลังหัวเราะอยู่ ก่อนหน้าน้ำตารินไหล ตอนนั้นเราอาจกำลังชื่นชมยินดีกับสิ่งที่ได้เจอ แต่เวลาเราเศร้าใจหรือเครียดทุกข์หนัก เราอาจเผลอคิดไปว่าท้องฟ้าของจิตใจเราจะคงที่อยู่อย่างนั้น จะมืดหมองอย่างนั้นตลอดไป . ในความจริงแล้ว ไม่มีท้องฟ้า ก้อนเมฆ และหัวใจใครที่จะคงที่อย่างนั้นตลอดกาล… Continue reading ๔ ข้อคิด “ทำใจ” จากเมฆ (ตอนแรก)
“ท่านทั้งหลายไม่เข้าถึงพุทธธรรม ก็เพราะว่า “พระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่าน” ขวางท่านอยู่”
“ท่านทั้งหลายไม่เข้าถึงพุทธธรรม ก็เพราะว่า “พระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่าน” ขวางท่านอยู่” มีปริศนาธรรมข้อหนึ่งกล่าวว่า หากพบพระพุทธเจ้าระหว่างทางนั้นจะทำเช่นไร คำตอบคือ จงฆ่าพระพุทธเจ้าเสีย . กล่าวมาอย่างนี้ หากเผลอตัดสินโดยไม่ได้ยั้งคิดด้วยสติปัญญาก่อนแล้ว เราอาจมองว่านี่เป็นการยั่วยุให้ทำร้ายพระสงฆ์องค์เจ้าใช่ไหม หรือหากคิดปรุงแต่งเกินเลยไปอีกอาจไพล่เห็นว่านี่ต้องเป็นทัศนคติคนศาสนาอื่นต้องการบ่อนทำลายศาสนาพุทธเป็นแน่ หากแต่ตามจริงแล้ว นี่ปริศนาธรรมในศาสนาพุทธนี้เอง ซึ่งมุ่งตรงไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตากันแน่ . แล้วที่ผ่านมาก็มีเพียงคนศาสนาเดียวที่บ่อนทำลายศาสนาพุทธ ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว นั่นคือพุทธศาสนิกชนและพระสงฆ์องค์เจ้าเอง ที่ยึดเอาศาสนาพุทธไปผิดทางและสอนธรรมะไปผิดทิศ นั่นแล . คำกล่าวของปริศนาธรรมข้างต้น ไม่ได้หมายถึงให้เราประทุษร้ายพระพุทธเจ้าหรือสงฆ์องค์ไหน แม้จะเป็นสงฆ์แท้หรือเทียมก็ตาม หากแต่หมายถึง ขจัด “พระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่าน” ออกไปเสียให้พ้นทาง เพราะนี่คือเหตุหนึ่งที่ทำให้เราทั้งหลาย ไม่เข้าถึงพุทธธรรม คือไม่เข้าใจหลักธรรมตามที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ หรือปฏิบัติเท่าใดก็ไม่อาจพ้นทุกข์ . กล่าวให้ชัดเจนขึ้นคือ การยึดมั่นใน “พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์” อย่างสำคัญมั่นหมายเป็นตัวเป็นตนนั่น คือภูเขาลูกใหญ่ที่บดบังเราจากพุทธธรรมไว้ ทึกทักไปเองว่านั่นคือ “พระพุทธเจ้าของกู พระพุทธแบบที่กูเชื่อ พระธรรมที่กูศรัทธา พระสงฆ์ของกู ศีลที่กูสะอาด อาจารย์ที่กูเคารพ ศาสนาของกู”… Continue reading “ท่านทั้งหลายไม่เข้าถึงพุทธธรรม ก็เพราะว่า “พระพุทธเจ้าตามทัศนะของท่าน” ขวางท่านอยู่”